Home / สาระน่ารู้

สาระน่ารู้

ส้มเนื้อแดง สวยแปลกตามากประโยชน์ อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

เกรปฟรุตแต่กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเพราะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเช่นช่วยลดน้ำหนักเพิ่มกากใยอาหารให้แก่ร่างกายหรือลดระดับไขมันในเลือด เป็นต้นเกรปฟรุตผลไม้ที่หลายๆคนคิดว่าคือส้มโอแต่ความจริงแล้วเกรปฟรุตเป็นญาติสนิทของส้มโอเท่านั้นจะเป็นยังไงไปดูกันเลย Grapefruit เป็นผลไม้ตระกูล Citrus เช่นเดียวกับส้มโอของบ้านเราและมีรสชาดที่ใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วส้มโอในบ้านเราเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus grandis) ที่มีชื่อว่า Pomelo หรือ Citrus maxima ขณะที่ เกรปฟรุต ซึ่งเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus × paradisi) เช่นเดียวกัน เป็นผลไม้ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เท่านั้น โดยเป็นผลไม้ที่เกิดจากการผสมระหว่าง Pomelo หรือส้มโอกับผลไม้ตระกูล Citrus อีกชนิดหนึ่งคือ Sweet Orange (C. sinesis) ทั้ง Pomelo และ Sweet Orange ล้วนเป็นผลไม้ท้องถิ่นของทวีปเอเซีย แต่ถิ่นกำเนิดของเกรปฟรุตกลับอยู่ที่ประเทศ Jamaica ในทวีปอเมริกา สาเหตุเนื่องจากเป็นการผสมข้ามพันธ์ของผลไม้2ชนิดที่ถูกส่งไปขายจากทวีปเอเชียโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือใครเป็นผู้ผสม ส่วนที่มาของชื่อเกรปฟรุตหลายๆคนเชื่อว่ามาจากลักษณะของผลเกรปฟรุตที่เป็นพวงคล้ายองุ่นแต่บางคนก็เชื่อว่ามีที่มาจากชื่อ Citrus maxima ซึ่งแปลว่าส้มผลใหญ่หรือเกรปฟรุตและค่อยๆเพี้ยนเป็นเกรปฟรุตลักษณะของต้นเกรปฟรุตต้นเกรปฟรุตเป็นไม้ผลยืนต้นสูงโดยเฉลี่ยประมาณ5-6เมตรและสามารถสูงได้ถึง 13-15 …

Read More »

ผลลัพธ์ดีเกินคาด วิธีแก้ เท้าดำ จากวิธีธรรมชาติ

เชื่อว่าหลายๆคนก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าผักและผลไม้ต่างๆก็ล้วนมีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพและมีผลไม้บางชนิดที่ถูกยกยอว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่กินอย่างไรก็ได้ประโยชน์ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นมะเฟืองทับทิมหรืออะโวคาโด แม้แต่ผลไม้ที่มีรูปร่างแปลกตาทั้งเนื้อนอกและเนื้อในอย่างแก้วมังกรก็เป็นหนึ่งในสุดยอดผลไม้เพื่อสุขภาพเช่นเดียวกัน และวันนี้เราก็จะมาย้ำกันให้ชัดๆถึงประโยชน์ที่โดดเด่นของแก้วมังกรที่เห็นแล้วไม่ควรพลาดบอกเลยว่าเด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดีจนต้องมีไว้ติดบ้านเลยล่ะค่ะ ควบคุมน้ำตาลได้ดีเยี่ยมผู้ป่วยเบาหวานอย่ามองข้าม แก้วมังกรขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงซึ่งไฟเบอร์เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดผกผัน เหมาะจะเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไงก็ควรที่จะอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์จะดีที่สุด เพราะถ้ารับประทานมากไปก็อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้นะ บำรุงผมทำสีให้เงางามนุ่มสลวยน้ำแก้วมังกรเป็นอีกสูตรลับที่ช่วยบำรุงรักษาผมที่ผ่านการทำสีให้มีสุขภาพดี แค่เพียงผสมน้ำแก้วมังกรลงในครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์ หมักทิ้งเอาไว้แล้วล้างออก ก็จะช่วยให้รูขุมขนบนศีรษะเปิดและทำให้ต่อมผมเปิด ช่วยให้ผมได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่ค่ะ แก้วมังกร บรรเทาข้ออักเสบ ลดอาการปวด โรคข้ออักเสบนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยแล้วก็ยังทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และแก้วมังกรนั้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ การรับประทานแก้วมังกรจะช่วยให้อาการอักเสบและอาการปวดข้อนั้นลดลงได้เลยเชียวล่ะ รู้แบบนี้แล้วก็ลองเปลี่ยนมารับประทานแก้วมังกรเลย มาสก์หน้าลดเกิดสิวผิวสวยสุดๆ ใครว่าแก้วมังกรรับประทานได้อย่างเดียวแก้วมังกรยังสามารถนำมาฝานเป็นแผ่นแล้วมาสก์บนหน้าได้อีกด้วยนะซึ่งผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีนี้สามารถช่วยป้องกันการเกิดสิวและทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้น ลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นก่อนวัยได้ และถ้าอยากให้ได้ผลดีสุดๆ ละก็ต้องมาสก์ด้วยแก้วมังกรอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แล้วล้างน้ำออกนี่ล่ะ รักษาแผลไหม้แดด สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่ชอบอาบแดดหรือจำเป็นต้องอยู่กลางแดดนานๆจนเกิดอาการผิวไหม้แดดแก้วมังกรสามารถช่วยรักษาผิวบริเวณที่ไหม้แดดได้ดีพอๆ กับการใช้ว่านหางจระเข้เลยเขียวล่ะ เพราะในแก้วมังกรนั้นมีวิตามินบี 3 ที่ให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ถูกเผาไหม้แถมยังช่วยลดความร้อนของแผลได้อีกด้วยล่ะ บำรุงสุขภาพหัวใจ เพื่ออายุยืนยาว แก้วมังกรนั้นมีสรรพคุณสุดเด็ดดวงอีกอย่างหนึ่งก็คือช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือด และช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีในร่างกาย แถมยังเป็นผลไม้ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งถือเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ลดริ้วรอยแห่งวัย ให้หน้าใสปิ๊ง การรับประทานแก้วมังกรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถทำให้ผิวพรรณเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์กว่าวัยได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมบำรุงใด ๆ หรือถ้าอยากจะให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ก็นำแก้วมังกรไปผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมามาสก์หน้าด้วย จะยิ่งดีเลย …

Read More »

หลายคนไม่รู้ เปลือกกล้วย มีประโยชน์เพียบห้ามทิ้งเด็ดขาด

เปลือกกล้วยกินแล้วอย่าทิ้งอีกและสำหรับในวันนี้จึงนำสาระความรู้ดีๆมาฝากค่ะเราได้รวบรวม10ข้อประโยชน์ของเปลือกกล้วยที่เพื่อนๆจะได้รับรู้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในชีวิตประจำวันและแน่นอนว่าหลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนไปดูกันค่ะว่า10ประโยชน์ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง 1 เปลือกกล้วยแก้ส้นเท้าแตกสำหรับใครที่มีปัญหาส้นเท้าแตกเป็นร่องกว้างให้ใช้วิธีการนี้เลยเพราะว่าเป็นวิธีที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณโดยการใช้เปลือกกล้วยด้านในบริเวณส้นเท้าของคุณสัก 3 นาทีแล้วก็ปล่อยไว้แบบนั้นประมาณ10ถึง15นาทีแล้วค่อยๆใช้แปรงขัดหรือใช้ตะไบขัดก็ได้ทำแบบนี้วันเว้นวัน ภายใน 1 อาทิตย์ก็จะรู้เลยว่าผิวเท้าของคุณดีขึ้น ส้นเท้าที่แตกก็กลับมาอ่อนนุ่ม และเริ่มเหมือนเดิม ถ้าเพื่อนๆต้องการที่จะให้เห็นผลไวมากขึ้น แนะนำว่าในตอนกลางคืนควรที่จะทาครีมบำรุงส้นเท้า และใส่ถุงเท้านอน 2 ฟันขๅวสะอาดด้วยเปลือกกล้วย สำหรับวิธีการนี้เป็นวิธีที่ทำกันเป็นจำนวนมาก และเห็นผลได้เป็นอย่างดี ก็คือการนำเปลือกกล้วยด้านในมาถูฟัน ทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง จะทำให้ผิวบริเวณฟันของคุณดูขๅวขึ้น แนะนำว่าให้ใช้เป็นเปลือกกล้วยหอมใช้ดีที่สุด ถูกไปมาประมาณ 2 นาทีแล้วล้างปากให้สะอาด แปรงฟันให้สะอาด ทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ฟันของคุณดูดีและขๅวกระจ่างใส สำหรับใครที่ฟันเหลือง แนะนำว่าให้งดชากาแฟ และใช้ใบฝรั่งขัดถูฟันเบาๆก็จะช่วยได้ 3 รักษาสิวได้ วิธีการที่ง่ายมากๆสำหรับการรักษาสิวก็คือ ให้เราใช้เปลือกกล้วยด้านในมาถูบริเวณที่เป็นสิว แนะนำว่าให้ถูเบาๆไม่ต้องถูแรง โทรประมาณ 2 นาทีแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้วันละครั้งก็พอ จะช่วยรักษาและลดปัญหาการอักเสบของสิวได้ เพราะว่าในเปลือกกล้วยมีสารอาหารและสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษาสิวนั่นเอง 4 เปลือกกล้วย …

Read More »

เทคนิคการปลูกทุเรียนนอกฤดู ให้ได้ผลผลิตดีด้วยการบังคับการให้น้ำ

ทุเรียน เป็นผลไม้ที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจึงมีเกษตรกรจำนวนมากทำการผลิตทุเรียนนอกฤดูออกจำหน่ายในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดน้อยโดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมใช้สารเคมีเพื่อทำการกระตุ้นให้ทุเรียนออกดอกและติดผลซึ่งอาจพบว่าตกค้างและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ดังนั้นการจัดการทุเรียนด้วยวิธีการควบคุมการให้น้ำจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ปลอดภัยทำง่ายต้นทุนน้อย จากการลงพื้นที่เจ้าหน้าที่Farmer Info.ได้พบกับคุณบันลือเกษตรกรที่ได้คิดค้นการทำทุเรียนนอกฤดูด้วยวิธีบังคับการให้น้ำเพื่อลดการใช้สารเคมีถึงแม้ว่าผลผลิตที่ได้จะไม่มากเท่ากับการใช้สารเคมีก็ตามแต่คุณบันลือบอกว่าการทำทุเรียนด้วยวิธีนี้ส่งผลให้สภาพดินและต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์ไม่โทรมเหมือนกับสวนทุเรียนที่อื่นซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการดังนี้ การทำทุเรียนนอกฤดูด้วยวิธีการให้น้ำการเตรียมต้นทุเรียน:หลังจากที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนหมดแล้วก็เริ่มสร้างความพร้อมให้กับทุเรียนเพื่อที่จะบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดู โดยมีขั้นตอนดังนี้1.ทำการบำรุงต้นทุเรียนโดยการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดินซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งปุ๋ยคอกปุ๋ยชีวภาพหรือการทำน้ำหมักจากกล้วยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินรวมถึงการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรบำรุงต้นควบคู่ไปด้วย 2.เมื่อทุเรียนแตกยอดครั้งที่1ให้เริ่มทำการตัดแต่งกิ่งแขนงทุเรียนออกให้หมดโดยให้ทรงพุ่มมีลักษณะโล่งโปร่ง3.จากนั้นก็ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรบำรุงต้นและใบอีกครั้งเพื่อให้ทุเรียนแตกยอดครั้งที่2 4.เมื่อยอดทุเรียนที่ออกครั้งที่2ใบเริ่มเพสลาดก็ให้ทำการกวาดโคนต้นออกให้โล่ง5.จากนั้นก็ให้ทำการโทรมต้นทุเรียน การโทรมต้นทุเรียนด้วยวิธีบังคับการให้น้ำ:เริ่มต้นจากการงดให้น้ำต้นทุเรียนเป็นระยะเวลาประมาณ1เดือน1หลังจาก1เดือนให้เริ่มทำการรดน้ำต้นทุเรียนโดยการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์รดน้ำเช้า-เย็น2.หมั่นดูแลความชื้นบริเวณโคนต้นทุเรียนโดยทำการคลุมด้วยเศษใบไม้หรือหญ้าแห้ง3.ทำการตัดแต่งกิ่งทุเรียนเพื่อให้ธาตุอาหารไปเลี้ยงผลทุเรียนได้อย่างเต็มที่4.ใส่ปุ๋ยสูตรเร่งดอก และใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือการทำน้ำหมักเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน5.เมื่อทุเรียนเริ่มติดผลต้องทำการปลิดผลทุเรียนออกบ้างเพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักดี ลูกน้อยน้ำหนักดีต้นทุเรียนไม่โทรม ประมาณ6เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้สามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ50-60บาท(นอกฤดู)ซึ่งช่วงฤดูกาลปกติจะจำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ20-30 บาท

Read More »

10 ประโยชน์ของไข่ต้มอาหารธรรมดาๆ ที่มีคุณค่ามหัศจรรย์มากมาย

อาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายเราได้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเลยค่ะอย่างเช่นไข่ต้มที่นอกจากจะอร่อยหาง่ายและมีราคาถูกแล้วยังอุดมไปด้วยสารอาหารดีๆที่มีประโยชน์เพียบ เรียกได้ว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟองก็ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบจะครบถ้วนแถมยังช่วยบำรุงสุขภาพได้มากมายเลยด้วยรู้อย่างนี้แล้วเราเลยอยากชวนไปดูกันว่าประโยชน์ของไข่ต้มมีดีแค่ไหน ประโยชน์ของไข่ต้มสุก ที่คนรักสุขภาพกดไลก์รัว ๆ1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไข่ต้มสุกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเรามากมาย ทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินเอวิตามินบี1บี2บี6บี12วิตามินดี วิตามินอี ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดโฟลิก เลซิทิน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นบอกได้เลยว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟองก็จะช่วยให้ร่างกายร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรกินไข่ต้มร่วมกับอาหารประเภทอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ 2. ปลอดภัยกว่ากินไข่ดิบ การกินไข่ดิบ ๆ หรือไข่ที่ยังไม่สุกดี ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะร่างกายของเรานั้นจะย่อยไข่ที่ไม่สุกได้ค่อนข้างยาก และไข่ขาวที่ไม่สุกยังไปขัดขวางการดูดซึมไบโอตินที่เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งในลำไส้ของเรา ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบีไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แถมที่สำคัญการกินไข่ดิบยังมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วการกินไข่ต้มสุกจึงถือเป็นการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และปลอดภัยต่อร่างกายเราได้มากกว่าไข่ดิบนั่นเองค่ะ 3. ช่วยสร้างกล้ามเนื้อไข่ต้มเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนโดย 1 ฟองมีโปรตีนอยู่ถึง6กรัม ซึ่งในโปรตีนนั้นมีกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กับร่างกายอยู่ ดังนั้นหากใครอยากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ควรกินไข่ต้มบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งมีโอกาสกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่าย …

Read More »

9 อาหารมีประโยชน์ที่ควรกินทุกวันช่วยบำรุงสมองร่างกายให้พร้อมทำงานตลอดวัน

สุขภาพร่ายกายถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆเพราะในแต่ละวันต้องใช้พลังงานในการทำงานพราะฉะนั้นอาหารที่ทานในแต่ละวันควรมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ควรทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพราะจะยิ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายในระยะยาวเราจึงควรหันมารักสุขภาพทานอาหารที่มีประโยชน์กันดีกว่า!1.ส้มเป็นผลไม้ให้วิตามิน Cสูงจะช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานโรคทั้งยังมีไฟเบอร์สูงช่วยระบบขับถ่ายและเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวด้วย 2.คะน้ามีสารเบต้าแคโรทีนสูงซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่างๆได้ดีมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและแคลเซียมที่ดูแลกระดูกให้แข็งแรงด้วย3. บร็อคโคลี่แหล่งวิตามินซีเอและเคทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนสูงจะช่วยในการบำรุงสายตามีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์(Isothiocyanates)ที่ช่วยต้านมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะและวิตามินเคที่ช่วยเสริมแข็งแรงของกระดูกอีกด้วย 4.มันเทศที่อุดมไปด้วยเบตาแคโรทีนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันบำรุงสายตาทำให้ตับอ่อนแข็งแรงมีสารต้านอนุมูลอิสระและยังมีวิตามินบี5บี6ที่ช่วงในการลดน้ำหนักโดยตรงวิตามินซีทำให้ผิวสวยและที่สำคัญคือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูง5.ปลานอกจากให้โปรตีนสูงยังมีโอเมก้า3ที่ช่วยในการทำงานของสมอง ตับ ระบบประสาทเกี่ยวกับการเรียนรู้ และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลลง ซึ่งปลาที่มีโอเมก้าสูงได้แก่ ปลาทะเลอย่างแซลมอน แม็คเคอเรล ทูน่า รวมทั้งปลาน้ำจืดอย่างปลาสวาย เป็นต้น 6.ไข่ไก่ ซึ่งมีโปรตีนสูง ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน ไข่ไก่ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่หาได้ง่าย ราคาประหยัด และยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายอีกด้วย7. ถั่วทุกชนิด จะให้โปรตีนที่สูงและยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก ซึ่งในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กที่สูงถึง 16 มิลลิกรัม และยังมีไฟเบอร์ช่วยระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย 8.โยเกิร์ต จะมีสารที่มีประโยชน์เยอะมากไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ซึ่งเราควรทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย ระบบต่างๆในร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้น 9. ชา จะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ดีต่อระบบทำงานในร่างกาย ซึ่งจะต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ …

Read More »

เทคนิคการปลูก และดูแล พริกเหลือง

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่นิยมปลูกพริกกันมากในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้งทำให้มีผลผลิตพริกออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมจนผลผลิตเกินความต้องการของตลาด ทำให้มีปัญหาด้านราคาที่ตกต่ำดังนั้นการผลิตพริกนอกฤดูกาลหรือวางแผนการปลูกให้พริกมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคมจึงเป็นทางออกของปัญหาด้านราคาแต่การปลูกพริกในช่วงเวลานี้มักจะพบกับปัญหาเช่นการระบายน้ำของดินไม่ดีพอต้นพริกที่ผ่านช่วงฤดูฝนมักประสบกับปัญหาโรคแอนแทรคโนสแพร่ระบาดได้ง่ายมากรวมทั้งโรคอื่นๆด้วยเช่นกันเนื่องจากความชื้นในช่วงฤดูฝนเป็นหลักดังนั้นการปลูกพริกเชิงการค้าในช่วงฤดูฝนจึงมีความเสี่ยงมากกว่าฤดูกาลอื่นๆแต่ถ้าเกษตรกรสามารถผลิตพริกนอกฤดูได้สำเร็จย่อมทำให้เกิดรายได้ที่ดีกว่าการผลิตพริกตามฤดูกาลแน่นอน ในกลุ่มพริกใหญ่ทั้งหลายเมื่อแบ่งตามสีของผลจะมีอยู่หลายสีและที่รู้จักกันดี คือ กลุ่มสีเขียว ซึ่งมีตั้งแต่เขียวอ่อนเขียวเหลืองและเขียวเข้มเป็นต้นในขณะที่พริกใหญ่ที่มีสีเหลืองเป็นกลุามที่หายากและมีราคาแพงที่สุดในขณะที่คนไทยยังมีความต้องการบริโภคพริกเหลืองอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเมื่อนำมาประกอบอาหารจะได้สีและรสชาติที่มีความหอมเฉพาะตัวในบางช่วงราคาของพริกเหลืองที่มีขายในตลาดจะสูงถึง150บาท/กก.ปัจจุบันพันธุ์พริกเหลืองที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปจะเป็นพันธุ์พริกเหลืองบางบัวทอง แต่มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ค่อยทนทานต่อโรคและผลผลิตต่อไร่ต่ำ ในอดีตที่ผ่านมาศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรกรมวิชาการเกษตรได้ทำการปรับปรุงพันธุ์พริกเหลืองโดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพริกพันธุ์พจ.013(ผลส้ม)=กับพริกพันธุ์พจ.07(ผลสีเขียวอ่อน)และได้ทำการคัดเลือกให้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ตั้งแต่ปีพ.ศ.2540เป็นต้นมาจนได้พันธุ์พริกเหลืองที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพริกเหลืองบางบัวทองพริกเหลืองพันธุ์ใหม่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่นั้นมีลักษณะที่ดีเด่นกว่าพริกเหลืองบางบัวทองตรงที่มีขนาดของผลใหญ่เรียวยาวกว่าและให้ผลผลิตสูงกว่า ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้นำพันธุ์พริกเหลืองพันธุ์ใหม่มาปลูก เพื่อคัดเลือกพันธุ์ให้มีความนิ่งของสายพันธุ์มากขึ้นและทดลองปลูกขายปรากฏว่าผลผลิตเป็นที่ต้องการของพ่อค้าผู้บริโภคและเกษตรกรที่ปลูกพริกเหลืองเป็นอย่างมาก การเตรียมพื้นที่ปลูกพริกเหลือง:เกษตรกรที่ปลูกพริกเหลืองในพื้นที่ดินใหม่จะต้องเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์อย่างน้อยที่สุดควรตรวจความเป็นกรด-เป็นด่างของดินดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพริกควรมีค่าPH =6.0-6.8ถ้าสภาพดินเป็นกรดจะต้องมีการปรับสภาพของดิน โดยใช้โดโลไมท์หรือปูนขาวอัตราเฉลี่ย300กก./ไร่ ก่อนไถดินและควรใส่ปุ๋ยคอกอย่างน้อย1,000 กก./ไร่หรือ1ตันเมื่อไถ เมื่อไถดินเสร็จให้ตากดินไว้3-7วัน หลังตากดินเสร็จ ต้องทำการยกแปลงปลูกให้สูงประมาณ30ซม.ความยาวของแปลงตามสภาพพื้นที่แต่ไม่ควรให้ยาวเกิน50เมตรขึ้นแปลงด้วยไถผาน7ขึ้นแปลงไป-กลับ4รอบเมื่อขึ้นรอบที่5ให้ใช้เกรดรถไถปรับหลังแปลงให้เรียบเป็นแปลงพริก(ไม่ต้องใช้แรงงานคน)จากนั้นปูพลาสติกและวางสายน้ำหยดหรือจัดระบบน้ำตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เทคนิคการเพาะเมล็ดพริกเหลือง:การเพาะเมล็ดพริกมีอยู่หลายวิธีด้วยกันโดยในแต่ละวิธีจะมีขั้นตอนที่สำคัญเหมือนกันคือการนำเมล็ดพันธุ์พริกมาแช่ในน้ำอุ่น(น้ำร้อน1ส่วน+น้ำเย็น1ส่วน)ก่อนนำไปเพาะ30นาทีจากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการบ่มด้วยการห่อเมล็ดพริกที่ผ่านการแช่น้ำอุ่นด้วยผ้าขาวบาง1คืนเพื่อกระตุ้นให้เมล็ดมีความงอกดีก่อนนำไปเพาะด้วยวิธีดังต่อไปนี้ 1.หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะโดยตรง-เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด2.หว่านเมล็ดในตะกร้าพลาสติกที่ใช้ทรายเป็นวัสดุปลูก-โดยใช้ทรายขี้เป็ดชนิดหยาบเป็นวัสดุเพาะโดยต้องนำทรายไปต้มฆ่าเชื้อโรคเสียก่อนเมื่อทรายเย็นตัวลงแล้วจึงนำมาเพาะกล้าได้ การดูแลถาดเพาะกล้า:หลังเพาะกล้าเสร็จควรมีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าและควรระมัดระวังการให้น้ำอย่าให้แฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้เล็ดพริกเน่าได้ อายุการงอกของกล้าพริก:ฤดูร้อน-เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน7-10วันจากนั้นควรย้ายต้นกล้าจากถาดเพาะลงถาดหลุม ฤดูหนาว-เมล็ดจะงอกภายใน15วันหลังจากนี้จึงย้ายกล้าลงถาดหลุม เพื่อเตรียมย้ายปลูกลงแปลงต่อไป3.เพาะเมล็ดในแปลงเพาะกล้า-เป็นวิธีการที่เกษตรกรนิยมที่สุดเพราะประหยัดต้นทุนการผลิต การเตรียมแปลงเพาะกล้า : ควรขึ้นแปลงให้มีขนาดความกว้าง2เมตร ความยาว5-10เมตร ขุดพลิกดินตาก2สัปดาห์แล้วย่อยดินให้มีขนาดเล็กระหว่างการย่อยดินควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา25กก.ลงไปคลุกเคล้ากับหน้าดินในแปลงให้ทั่วจน หน้าดินร่วนซุยจากนั้นปรับเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ การหว่านเมล็ด:ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา50กรัมต่อพื้นที่ปลูกพริก1ไร่ทำการโรยเมล็ดลงไปในแปลงให้มีความลึก0.5ซม.โดยโรยเป็นแถวไปตามความกว้างของแปลง แต่ละแถวห่างกัน 10 ซม. เสร็จแล้วให้กลบดินบางๆให้เสมอผิวดิน แล้วคลุมหน้าแปลงด้วยฟางข้าว การดูแล:รดน้ำผสมสารป้องกันเชื้อราและรักษาความชื้นในแปลงให้สม่ำเสมอเมื่อเห็นต้นกล้าเริ่มงอกขึ้นมาให้ทำการดึงฟางออกบ่าง เพื่อให้ต้นกล้าได้เจริญเติบโต จนกระทั่งต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ จำต้องพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งจนต้นกล้าอายุได้25-30วันแล้วมีต้นสมบูรณ์จึงย้ายปลูกลงแปลงได้ การดูแลรักษาพริกเหลือง การใส่ปุ๋ย:ปุ๋ยอินทรีย์เป็นปุ๋ยที่มีความจำเป็นในการปลูกพริกทุกครั้งควรใส่เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินช่วยให้ดินร่วยซุย โดยจะใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูก หลุมละ?กก.จากนั้นจึงจะให้ปุ๋ยเคมีทางดินเดือนละ1ครั้ง โดยใช้สูตร25-7-7เป็นปุ๋ยยืนพื้น เร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ สลับกับปุ๋ยสูตรเสมอเช่น16-16-16หรือ19-19-19+ปุ๋ยบางสูตรเช่นแคลเซี่ยมไนเตรท …

Read More »

เทคนิคการแก้ปัญหาเมล็ดถั่วลิสงไม่ลงฝัก หรือเมล็ดไม่เต็มทุกข้อ

ถั่วลิสงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรนิยมปลูกกันมากโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือแต่ละปีจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีเกษตรกสามารถปลูกได้ทุกฤดูจึงทำให้พื้นที่ในการปลูกถั่วลิสงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นบางพื้นที่มีสภาพดินอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกแล้วให้ผลผลิตที่ดีแต่บางผลผลิตก็ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาเมล็ดถั่วลิสงไม่ลงฝักหรือเมล็ดไม่เต็มทุกข้อซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆหลายปัจจัยซึ่งคุณปั่นรู้คิดเกษตรกรบ้านทรายกาดม.6ต.ตับเต่าอ.เทิงจ.เชียงรายก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบกับสภาพปัญหาดังกล่าวและต้องหาวิธีแก้ไขอยู่นานกว่าจะค้นพบวิธีขจัดปัญหาดังกล่าวไปได้จึงอยากเผยแพร่วิธีแก้ปัญหาถั่วลิสงไม่ลงฝักไว้ให้เป็นวิทยาทานแก่เพื่อนร่วมอาชีพผ่านรายการของทางสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจังหวัดเชียงรายไว้ดังนี้ วิธีแก้ไขปัญหาถั่วลิสงเมล็ดไม่เต็มทุกข้อมีดังนี้ให้เตรียมปูนขาวใช้หว่านในอัตราส่วน1กิโลกรัมต่อ4ตารางเมตรหรือ40กิโลกรัมต่อไร่หว่านปูนขาวที่เตรียมไว้ให้ทั่วแปลงตามอัตราส่วนดังกล่าวจากนั้นทำการไถกลบคลุกเคล้าให้เข้ากันเริ่มทำการปลูกเป็นปกติ ข้อเสนอแนะ**การหว่านปูนขาวก่อนปลูกจะช่วยให้ถั่วลิสงมีเม็ดที่สมบูรณ์เต็มทุกข้อแต่วิธีการดังกล่าวให้ทำครั้งเดียวห้ามทำซ้ำในปีที่สองเพราะจะใช้ไม่ได้ผลในปีถัดไป สำหรับการแก้ไขปัญหาถัวลิสงไม่ลงฝักซึ่งสาเหตุมักจะเกิดจากสภาพดินที่ปลูกเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายมีสภาพดินที่แน่นจนเกินไปมีวิธีการแก้ไขดังนี้ในช่วงการเตรียมดินปลูกก่อนที่จะหยอดเมล็ดพันธุ์ลงหลุมให้ขุดหลุมลึก1หน้าจอบจากนั้นนำแกลบดำประมาณ1ชามก๋วยเตี๋ยวเทลงหลุมที่เตรียมปริมาณ1ชามต่อ1หลุมนำเมล็ดถั่วมาหยอดลงหลุมตามปกติแล้วกลบดินข้อเสนอแนะวิธีนี้จะช่วยให้ถั่วลิสงมีข้อยาวและติดฝักดกลงฝักเต็มหมดทุกข้อ

Read More »

ทำความรู้จักกัย 10 ประโยชน์ จากออกซิน ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

ออกซิน(Auxins) เป็น สารเร่งการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์เราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองด้วยกรรมวิธีทางเคมีซึ่งมีอยู่หลายชนิดแต่ที่พบมากสุดในพืชคือชนิดIAA(Indole-3-AceticAcid )สำหรับบทบาทของออกซินที่พืชผลิตขึ้นนั้นหลักๆเป็นไปเพื่อการยืดขยายเซลล์หรือเพิ่มจำนวนเซลล์ พบมากในส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญเช่นตายอด,ปลายราก,ยอดอ่อน,ตา,ผลอ่อนหรือในส่วนต่างๆของพืชที่กำลังเจริญเติบโตและมีอิทธิพลต่อการข่มตาข้างไม่ให้เจริญ(Apical Dominance)ตามธรรมชาติแล้วพืชจะเคลื่อนย้ายออกซินจากส่วนยอดลงโคนต้นผ่านท่อน้ำ-ท่ออาหารของพืช ส่วนออกซินที่มนุษย์ผลิตขึ้นมานั้นเป็นไปเพื่อการนำคุณสมบัติด้านต่างๆของออกซินที่มนุษย์ค้นพบมาใช้กับพืชปลูกในแง่ต่างๆได้ง่ายขึ้นณที่นี้จะขอกล่าวถึงออกซินชนิดสังเคราะห์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นใช้เองซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกันแต่ที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรมากที่สุดคือNAA,IBA ,2,4-Dและ 4-CPA-NAA(NaphthylAciticAcid) เป็นตัวช่วยชั้นดีในการขยายพันธุ์พืชที่ออกรากยากเช่นทุเรียนมังคุดละมุดใช้ได้ทั้งการชำการตอนติดตาและทาบกิ่งนอกจากนี้ยังนำมาใช้ป้องกันการร่วงหล่นของผล และเปลี่ยนเพศดอกของพืชได้ด้วย สาร NAA ตามท้องตลาดทั่วไป มีชื่อการค้าที่หลากหลายเช่นPlanofix,Gro-Plus,Panter-IBA(Indole-3-ButyricAcid)เป็นตัวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งรากพืชในงานตอน-ชำกิ่งสารIBAนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดรากขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่เป็นพิษต่อใบพืช จึงไม่ควรนำไปใช้กับส่วนอื่นของพืชมีชื่อการค้าเช่นSeradix เบอร์1/เบอร์2/เบอร์3,Root-Gro -2,4-D (2,4-Dichlorophenoxyacetic Acid) เป็นตัวที่รู้จักกันดีในนามของสารกำจัดวัชพืชใบกว้าง(ใบเลี้ยงคู่) นิยมนำมาใช้กำจัดวัชพืช เพราะมีฤทธิ์สูงมาก แต่ถ้านำมาเจือจางสามารถนำไปปรับใช้เรื่องการลดการร่วงของผลพืชตระกูลส้มได้-4-CPA(4-ChlorophenoxyaceticAcid)มีความนิยมใช้ทางการเกษตรน้อยมากเมื่อเทียบกับตัวอื่นนิยมนำมาใช้เพื่อเพิ่มการติดผลของมะเขือเทศซึ่งเกิดผลข้างเคียงคือทำให้เกิดผลกลวงไม่มีวุ้นหุ้มเมล็ดนอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้ขยายขนาดผลสับปะรด,องุ่นและกำจัดวัชพืชได้ด้วยในประเทศเราไม่มีสารชนิดนี้ขายในรูปเคมีเกษตรแต่สามารถหาซื้อในรูปสารบริสุทธิ์สีขาวได้ตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป สำหรับ ประโยชน์ของออกซิน(Auxins)ที่นิยมนำมาใช้ทางการเกษตรหลักๆแล้วมี10แนวทางดังนี้1.กระตุ้นการเกิดรากใช้ได้ทั้งชนิดNAAและIBAแต่ที่นิยมทั่วไปคือIBAเพราะเคลื่อนย้ายช้าสลายตัวเร็วเร่งรากได้ดีโดยเฉพาะIBAยี่ห้อSeradixที่มีระดับความเข้มข้น 3 ระดับให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมด้วยกันคือSeradixเบอร์1เหมาะสำหรับไม้เนื้ออ่อนหรืออวบน้ำ-กึ่งแข็งSeradixเบอร์2เหมาะสำหรับไม้เนื้อกึ่งแข็ง-เนื้อแข็ง Seradix เบอร์3เหมาะสำหรับไม้เนื้อแข็ง-ออกรากยาก โดยสารออกซินนี้จะไปการตุ้นให้เกิดรากแขนงได้ดีและเกิดการเติบโตทางส่วนของต้นและรากที่สมดุลย์กันการใช้จึงควรเลือกใช้ในปริมาณที่เหมาะสมหากใช้ในความเข้มข้นมากรากที่เกิดมาจะผิดปกติอาจมีลักษณะสั้นกุดเป็นกระจุกหรือไม่เกิดรากเลยส่วนการใช้IBAจะกระตุ้นการเกิดรากได้ดีแต่อาจกระทบต่อการเติบโตทางใบของพืชได้จึงไม่ควรนำไปใช้กับส่วนอื่นๆของพืช 2.เร่งการเติบโตของพืช:ออกซินสามารถนำมาใช้เร่งการเติบโตของพืชได้ทุกส่วนในส่วนที่นำมาใช้กับต้นจะมีความเข้มข้นมากกว่าส่วนที่ใช้กับรากและดอกและการนำมาใช้เร่งการเติบโตของพืชแต่ละชนิดจะมีความเข้มข้นแตกต่างกันออกไปแต่ไม่ควรใช้มากเกินไปเพราะอาจทำให้พืชไม่โตเนื่องจากออกซินนี้มีอิทธิพลต่อการแตกออกของตาข้าง 3.ควบคุมทรงพุ่ม:อีกหนึ่งคุณสมบัติของออกซินคือข่มการแตกออกของตาข้างทำให้ตาข้างไม่เจริญไม่มีการแตกออกของกิ่งก้านสาขาหรือทรงพุ่ม(Apical Dominance)ต้นพืชจึงเกิดอาการโตในทางสูงอย่างเดียวไม่แตกพุ่ม ออกซินจึงมีผลให้ส่วนต่างๆของพืชยืดยาวขึ้นโดยกระตุ้นให้เกิดการสร้างผนังเซลล์มากขึ้น 4.เปลี่ยนเพศดอก:นิยมนำมาใช้เปลี่ยนเพศดอกของพืชที่มีดอกไม่สมบูรณ์เพศเช่นมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่คนละต้นกันหรือมีดอกตัวผู้-ตัวเมียอยู่ในต้นหรือช่อเดียวกันการใช้เปลี่ยนเพศดอกของพืชแต่ละชนิดจะใช้ในความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและให้ผลดีคือการเปลี่ยนดอกเงาะตัวเมียเป็นดอกเงาะตัวผู้โดยทั่วไปแล้วจะใช้NAAฉีดพ่นช่อดอกเงาะต้นตัวเมีย ซึ่งเงาะเป็นพืชที่มีดอกแยกต้นซึ่งชาวสวนไทยจะไม่นิยมปลูกต้นตัวผู้ไว้ในแปลงเพราะไม่ให้ผลผลิตจึงโค่นทิ้งเมื่อมีแต่ต้นเงาะตัวเมียก็จะไม่เกิดการผสมพันธุ์จำต้องนำออกซินเข้ามาช่วยในการนี้ การใช้ออกซินเปลี่ยนเพศเงาะจะใช้ในอัตรา100มิลลิกรัมต่อลิตรฉีดพ่นในระยะที่ดอกยังตูมอยู่ 5.กระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเยื่อเจริญ:ออกซินจะไปกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของพืชจึงทำให้มีเนื้อไม้มากขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการเติบโตด้านข้างมากขึ้น6.ควบคุมการออกดอก/กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด:การนำออกซินมาใช้กับพืช เช่นสับปะรด ลิ้นจี่ มะม่วง จะสามารถกระตุ้นให้พืชเกิดดอกเร็วขึ้น หรือออกดอกพร้อมกันได้ทั้งรุ่น 7.ทำให้เมล็ดลีบหรือไม่เกิดเมล็ดในผลไม้:ในการผลิตพืชไร้เมล็ดเช่นฝรั่งองุ่นแตงโมสามารถใช้ออกซินมาช่วยในการจัดการได้โดยฉีดพ่นออกซินขณะที่ดอกบานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเจริญของผลโดยไม่มีการผสมเกสรทำให้ได้ผลที่มีจำนวนเมล็ดน้อยลงหรือไม่มีเลย 8.เพิ่มการติดผลของพืช:การใช้ออกซินชนิดต่างๆในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มการติดผลของพืชได้เช่นการใช้NAAเพิ่มการติดผลพริก,การใช้ 2,4-Dเพิ่มการติดผลของส้มเขียวหวาน หรือแม้แต่การใช้ …

Read More »

เทคนิคการทำพริกไทยขาว เพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นที่ต้องการของตลาด

พริกไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันมากแถบภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีระยองและตราดเป็นเครื่องเทศที่ให้ความเผ็ดร้อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้ทั้งพริกไทยสดพริกไทยดำและพริกไทยขาซึ่งพริกไทยขาวนั้นจะมีราคาจำหน่ายที่สูงกว่าพริกไทยชนิดอื่นๆเนื่องจากมีขั้นตอนในการผลิตและค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผลิตพริกไทยดำและประชาชนนิยมบริโภคพริกไทยขาวมากกว่าจึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถทำรายได้เป็นอย่างดีให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดจังหวัดระยอง ลงพื้นที่บ้านหนองท้ายเรือต.รำพันอ.ท่าใหม่จ.จันทบุรีพบกับคุณวิไลพรกาญจนวรรณ(น้าตุ๊ก)เกษตรกรผู้ยึดอาชีพปลูกพริกไทยมานานนับสิบปีจะมาแนะนำวิธีการแปรรูปพริกไทยดำให้กลายเป็นพริกไทยขาวเพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายให้มากยิ่งขึ้น วัสดุ-อุปกรณ์1.พริกไทยดำจำนวน40กิโลกรัม2.น้ำสะอาด3.ผงคลอรีนจำนวน300กรัม4.ผ้ามุ้งเขียวจำนวน1ผืนใหญ่5.เครื่องกะเทาะเปลือก6.อ่างหรือกาละมัง ขั้นตอนการทำพริกไทยขาว1.นำเมล็ดพริกไทยดำที่คัดเอาเศษหินดินทรายออกแล้วมาเทลงในอ่างหรือกาละมังใส่น้ำลงไปให้เต็มแช่ให้เปลือกนิ่มทิ้งไว้ประมาณ15วัน2.เมื่อครบ15วันให้นำเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกเพื่อให้เปลือกหลุดออกจากเมล็ด(ถ้าไม่มีเครื่องกะเทาะเปลือกให้ใช้มือขยี้เปลือกก็จะสามารถหลุดออกได้)3.นำผงคลอรีนมาทำการคลุกเคล้ากับเมล็ดพริกไทยเพื่อให้เมล็ดพริกไทยเป็นสีขาวมากยิ่งขึ้นในอัตราส่วนพริกไทย40กิโลกรัมต่อผงคลอรีน300กรัม(ผงคลอรีนไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค)4.นำเมล็ดพริกไทยที่ผสมคลอรีนเรียบร้อยแล้ว ตากแดดให้แห้งโดยใช้ผ้ามุ้งเขียวรองพื้นเพื่อให้สะดวกต่อการเก็บใช้เวลาประมาณ2วัน(การทดสอบความแห้งทำโดยใช้ฟันขบเมล็ดพริกไทยถ้าแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแสดงว่าแห้งสนิทดีแต่ถ้าแตกออกเป็นสองซีกแสดงว่ายังไม่แห้งสนิท)5.นำมาคัดแยกเศษหินดินทรายออกให้หมดอีกครั้ง6.บรรจุถุงหรือกระสอบเพื่อจำหน่ายต่อไป

Read More »