Home / สาระน่ารู้ / วิธีการปลูก และการให้น้ำ ข้าวโพดหวาน

วิธีการปลูก และการให้น้ำ ข้าวโพดหวาน

ในขณะที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยแห้งแล้งอย่างหนัก ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนเกษตรกรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าแม้ว่าทางรัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแจกเงิน บรรเทาความเดือดร้อนแต่ในระยะยาวนั้นก็ยังคงทุกข์ร้อนอยู่ดีหากเราไม่หาวิธีที่จะหารายได้เพิ่มพืชล้มลุกทางเลือกดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับใครหลายคนที่มีพื้นที่ว่างๆแต่ไม่รู้จะปลูกอะไรวันนี้สยามนิวส์ก็มีทางเลือกดีๆมานำเสนอ นั่นก็คือการปลูก ข้าวโพดหวาน

แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพออย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาลนอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่นๆเนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโ ร คราน้ำค้างร ะบ าดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุกอาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย โดยเฉพาะในแปลงที่มีระบบการระบายน้ำไม่ดี

การเตรียมดิน ในการปลูกข้าวโพดหวานควรมีการเตรียมดินอย่างดีเพื่อช่วยกำจัดวัชพืชย่อยเศษซากพืชและคลุกเคล้าอินทรียวัตถุ อีกทั้งยังเป็นการทำลายโรคและแมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูข้าวโพด โดยทั่วไปการเตรียมดินควรปฏิบัติดังนี้1.ไถด้วยผาลสาม1ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตรและตากดิน7-10วันแล้วพรวนด้วยผาลเจ็ด1ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซากรากเหง้าหัวไหลของวัชพืชออกจากแปลงให้หมด2.เก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดต่ำกว่า5.5ให้หว่านปูนขาวอัตรา100-200กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบจากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ14วันก่อนปลูกข้าวโพดหวาน

3. ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วอัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนดินกลบวิธีการปลูก เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกควรมีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ หยอด1เมล็ดต่อหลุม โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ1.0-1.2กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเมล็ดพันธุ์มีความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ควรหยอดเมล็ด1-2เมล็ดต่อหลุม และหยอดลึประมาณ3-5เซนติเมตรซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ1.5-2.0กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากพันธุ์ข้าวโพดหวานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้างดังนั้นก่อนปลูกทุกครั้งต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเมตาแลกซิลอัตรา7กรัมต่อเมล็ด1กิโลกรัมเพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง สำหรับอัตราปลูกที่เหมาะสมของข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรมการแปรรูปควรอยู่ในช่วง8,500-11,00ต้นต่อไร่ ซึ่งการจัดระยะปลูกสามารถทำได้โดย

1.ใช้ระยะระหว่างแถว75เซนติเมตรและระยะระหว่างต้น20-25เซนติเมตรเมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ10-14วันถอนแยกให้เหลือ1ต้นต่อหลุมจะได้จำนวนต้นประมาณ8,533-10,667ต้นต่อไร่2.ใช้ระยะระหว่างแถวและระยะระหว่างต้นเท่ากันคือประมาณ40เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ 10-14วันถอนแยกให้เหลือ1ต้นต่อหลุมจะได้จำนวนต้นประมาณ10,000 ต้นต่อไร่

วิธีการปลูกข้าวโพดหวานการให้น้ำการขาดน้ำทุกระยะการเจริญเติบโตจะมีผลให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดลดลง ก่อนการปลูกเกษตรกรต้องมีการวางแผนวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับสภาพแปลงปลูกโดยทั่วไปการให้น้ำมีหลักปฏิบัติ ดังนี้ 1.ให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำทุก7-12วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศวิธีการให้น้ำที่เกษตรกรปฏิบัติมีอยู่2แบบคือให้น้ำตามร่องคูและให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinkler) ซึ่งการให้น้ำแบบพ่นฝอยควรให้น้ำแต่ละครั้งประมาณ35-40มิลลิลิตรขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและชนิดของดินเช่นถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินทรายหรือดินร่วน ควรให้น้ำถี่กว่าดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เพราะดินดังกล่าวมีความสามารถในการเก็บความชื้นไว้ นอกจากนี้ในช่วงการเจริญเติบโต หากสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือมีลมแรงก็ควรมีการให้น้ำถี่ขึ้น

2.หากพบว่าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็นแสดงว่าขาดน้ำต้องรีบให้น้ำทันที3.หลังการให้น้ำต้องระวังไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน24ชั่วโมงเพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง4.อย่าให้ข้าวโพดขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ดเพราะจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างมากถึงแม้การขาดน้ำจะเป็นช่วงสั้นๆและไม่รุนแรง5.หยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานประมาณ2-3วันเห็นไหมหละครับว่าถ้าเราขยันซะอย่างบวกกับมีเคล็ดลับดีๆรับรองว่าเราจะใช้ชีวิตในยุคที่ข้าวยากหมากแพงได้อย่างสบายๆเลยทีเดียวทางทีมงานสยามนิวส์หวังว่า เพื่อนๆคงจะได้รับความรู้จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ที่มาของข้อมูล:สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน

Facebook Comments

Check Also

คุณรู้จัก ร่างกาย ของคุณดีแค่ไหน

คุการเตรียมความพร้อมและการรู้จักร่างกายของคุณในแต่ละส่วนแต่ละวัยมีความจำเป็นอย่างมากต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์จนมีผู้กล่าวว่าเมื่อสมองเป็นนายของร่างกายแล้ว ทำไมเราไม่ใช้สมองในการดูแลร่างกายให้ดีอยู่เสมอร่างกายคนเราก็เหมือนกับรถยนต์เราต้องตรวจสภาพทุกๆ3เดือน ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ทุกปีไฉนละเลยกับร่างกายที่ทำงานหนักกว่ารถยนต์หลายเท่า วันนี้เรามีข้อแนะนำสำหรับผู้ชายในแต่ละช่วงอายุเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคภัยที่อาจจะเกิดขึ้น20-29ปี:วัยแห่งการค้นหาและผจญภัยอาจเป็นช่วงที่มีอิสระและเป็นช่วงเวลาที่คุณคิดว่าแข็งแรงที่สุดในชีวิต สิ่งที่คุณต้องระวังคืออย่าใช้ร่างกายอย่างหักโหมจนเกินพอดีแต่ก็โชคดีที่ร่างกายของคนในวัยนี้ยังแข็งแรงและใช้เวลาในการฟื้นตัวไม่นานหลังการเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ แต่ก็อย่าประมาทจนละเลยการดูแลร่างกายไปคุณควรตรวจสอบโรคที่อาจมาจากกรรมพันธุ์โรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ และความผิดปกติที่ตับซึ่งอาจเริ่มตรวจพบได้ในช่วงวัยนี้ 30-39 ปี:วัยแห่งการทำงานอย่างที่รู้ๆว่าร่างกายของคนเราจะหยุดการเจริญเติบโตไปตั้งแต่อายุ23-25ปีฉะนั้นวัยเลข3คือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆในร่างกายช่วงชีวิตนี้ของผู้ชายจะเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงงานใหม่ความรับผิดชอบใหม่การแต่งงานมีลูกเวลาในการออกกำลังกายอาจจะมีน้อยลง แต่ก็ควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพราะนอกจากจะทำให้คุณแข็งแรงแล้วมันยังช่วยลดความเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายที่รุมเร้าคนในวัยนี้อีกด้วยการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นสำหรับวัยนี้โดยเฉพาะระดับคอเลสเตอรอลความดันเลือดและหากคุณยังโสดการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัยก็ทำให้คุณต้องตรวจหาเชื้อHIVทุกๆ6เดือนหากคุณสูบบุหรี่เป็นประจำควรเอกซเรย์ปอดทุกปีและที่สำคัญวัยนี้เป็นวัยที่หนุ่มๆแวะเวียนหาหมอฟันน้อยที่สุด แต่ต้องไม่ลืมขูดหินปูนและตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ เพราะคุณคงไม่อยากใส่ฟันปลอมตอนอายุแค่ 40 แน่ๆ 40-49ปี:ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น …