Home / สาระน่ารู้ / เลือกกิน แป้ง อย่างไรให้ ผอม

เลือกกิน แป้ง อย่างไรให้ ผอม

ในปัจจุบันอาหารคลีนกำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรักอาหารสุขภาพมากซึ่งเป็นที่นิยมมากในบรรดากลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักโดยอาหารคลีนที่ดีหนึ่งจานมักจะประกอบไปด้วยผักใบเขียวและผลไม้เนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารกลุ่มแป้งที่บทบาทสำคัญต่อภาวะความอ้วน-ผอมของร่างกายอย่างมาก แต่ในภาวะของการควบคุมน้ำหนักเราก็สามารถเลือกกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตหรือกลุ่มแป้งอย่างไรให้ผอมได้นะคะ !!

นักโภชนาการอาหารแนะนำให้ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักเลือกกินคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารกลุ่มแป้งกลุ่มดี(Good Carbs)ได้แก่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนซึ่งเป็นกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพและดีต่อการควบคุมน้ำหนักเป็นอาหารกลุ่มแป้งที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปทางอุตสาหกรรมหรือผ่านกระบวนการขัดสีน้อยยกตัวอย่างเช่นข้าวซ้อมมือข้าวกล้องแป้งขัดสีน้อยถั่วและธัญพืชต่างๆผักใบเขียวพืชที่มีฝักมันเทศเผือกหรือฟักทองโดยปริมาณที่เหมาะสมนักโภชนาการแนะนำให้กินประมาณ8-10ทัพพี

โดยอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารกลุ่มแป้งชนิดดี(Good Carbs)จะถูกแปรรูปมาไม่มากนักหรือถูกขัดสีน้อยจึงอุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหารแร่ธาตุและวิตามินแบบเต็มๆเมื่อกินเข้าไป ร่างกายก็จะย่อยได้อย่างช้าๆย่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไปการที่ร่างกายย่อยและดูดซึมพลังงานได้อย่างช้าๆนี่เองทำให้ร่างกายได้รับพลังงานส่งเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอกินแล้วรู้สึกอิ่มนานทั้งยังดีต่อสุขภาพของกระบวนการย่อยอาหารเนื้อจากกากใยอาหารจะช่วยดูดซับสารพิษในลำไส้และขับถ่ายออกมาภายนอกร่างกาย

Facebook Comments

Check Also

วิธีการปลูก และการให้น้ำ ข้าวโพดหวาน

ในขณะที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยแห้งแล้งอย่างหนัก ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนเกษตรกรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าแม้ว่าทางรัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแจกเงิน บรรเทาความเดือดร้อนแต่ในระยะยาวนั้นก็ยังคงทุกข์ร้อนอยู่ดีหากเราไม่หาวิธีที่จะหารายได้เพิ่มพืชล้มลุกทางเลือกดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับใครหลายคนที่มีพื้นที่ว่างๆแต่ไม่รู้จะปลูกอะไรวันนี้สยามนิวส์ก็มีทางเลือกดีๆมานำเสนอ นั่นก็คือการปลูก ข้าวโพดหวาน แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพออย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาลนอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่นๆเนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโ ร คราน้ำค้างร ะบ าดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุกอาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย …