Home / สาระน่ารู้ / วิธีการปลูก เสาวรส

วิธีการปลูก เสาวรส

คุณบุญสม วรรณราช เกษตรกรผู้ปลูกเสาวรสเป็นอาชีพเสริมมานานกว่า 2 ปี บนพื้นกว่า 10 ไร่ ณ บ้านหนองเก้าห้อง ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เสาวรส เป็นไม้ผลพืชไร่ประเภทเลื้อยเถา ต้นที่โตเต็มวัยความยาวของเถาตั้งแต่ 3-4 เมตร ผลมีลักษณะทรงกลม ผลดิบสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองอ่อนบางพันธุ์อาจมีสีแดงเข้มปนเหลืองด้วย ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือเนื้อด้านในห่อด้วยเนื้อเยื้อของผลมีน้ำสีเหลืองปนเมล็ดสีดำ มีความ เปรี้ยว หอมหวานอย่างลงตัว ปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปทำน้ำเสาวรส ส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์เปรี้ยว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การปลูกเสาวรสมากที่สุด คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าปลูกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเสาวรสจะให้ผลผลิตช้ามาก เสาวรสไม่สามารถปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่นได้เรื่องจากเถาของเสาวรสจะปกคลุมและขึ้นเกาะทุกอย่างที่เถามันสามารถขยายไปถึง การปลูกเสาวรส สามารถปลูกได้ในสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ในสภาพพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง เริ่มต้นดังนี้ ขั้นตอนการปลูกเสาวรสหรือกระทกรกฝรั่ง 1.เริ่มจากการกำจัดวัชพืช ตัดหญ้าออกจากแปลงที่เราจะปลูกออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้เรียบ 2.ปักไม้หลักกำหนดจุดทำค้างระยะห่างระหว่างหลัก 3×3 เมตร 3.ทำค้างเริ่มจากทำเสาค้างไม้ไผ่ สูง 2.50 เมตร ไม้ไผ่จะต้องตัดปลายให้เป็นง่ามสำหรับใส่ไม้ไผ่เป็นคานด้านบนและสำหรับการขึงเส้นลวด ทำให้เป็นแฝงด้านบนโดยการใช้ลวดเบอร์ 16 ขึงให้ได้ช่องสี่เหลี่ยมละ 15-20 ต้น

4.เตรียมต้นกล้า ต้นกล้านั้นได้มาจากการเพาะเมล็ดจากผลสุก โดยการแกะเอาเนื้อเมล็ดแก่ลงหว่านในกระบะเพาะด้วยทราบหยาบ รดน้ำวันละ1ครั้งตอนเช้าจากนั้น 1 เดือนต้นกล้าจะงอกออกจากเมล็ดยาว 10 เซนติเมตรจากนั้นย้ายไปเพาะในถุงดำที่บรรจุด้วยดินปลวก 4 ส่วนผสมแกลบดำ 1 ส่วนอีกครั้ง ซึ่งดินปลวกจะมีคุณสมบัติเป็นดินเหนียวช่วยให้ดินเกาะกันแน่นดินไม่แตกขณะนำต้นกล้าลงปลูก หมั่นรดน้ำถ้าดินในถุงแห้งการเพาะในถุงดำจะใช้เวลา 3 เดือน จึงจะสามารถนำต้นกล้าลงปลูกได้ 5.ขุดหลุมข้างๆเสาที่ปักไว้ 2 ด้านตรงข้ามกันด้านละ2หลุมลึก40เซนติเมตรรองก้นหลุมด้วยยาป้องกันปลวก และปุ๋ยคอกจำนวน 1 ถ้วย 6.นำต้นกล้าลงปลูกในหลุม กลบดินโดยใส่หน้าดินลงไปกลบก่อนจากนั้นนำดินก้นหลุมลงตามจนเต็มหลุม

7.รดน้ำให้ชุ่มทุกต้น จากนั้น 15-30 วัน ใส่ปุ๋ยชีวภาพ จำนวน 1 กำมือต่อ 1 ต้น 8.จากนั้นอีก 1 เดือนใส่ปุ๋ยชีวภาพผสมเคมีสูตร 15-15-15 ผสมสูตร 46-0-0 อย่างละเท่าๆกัน จำนวน 1 กำมือต่อ 1 ต้นจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ตามปกติ 9.ต้นเสาวรสจะเดินเถาไปเรื่อยๆ จนเต็มค้าง จนกระทั่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นช่วงที่เสาวรสจะเริ่มออกดอก ช่วงนี้เกษตรกรอาจจะพ่นฮอร์โมนสำหรับเร่งผล บำรุงดอกโดยการพ่นให้ทั่วเถา 10.กลางเดือนมิถุนายน เสาวรสจะเริ่มเปลี่ยนจากดอกเป็นผล 11.ดูแลให้น้ำกำจัดวัชพืช ปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะมีจะมีหนอนเจาะลำต้น พบในช่วงที่ลำต้นโตเต็มวัย ลักษณะของหนอนดังกล่าวจะเจาะเข้าไปกินเนื้อในลำต้น การกำจัดจะให้วิธีการผ่าเอาตัวหนอนออกด้วยปลายมีดคัตเตอร์คมๆ ผ่าเป็นแนวยาว เอาตัวหนอนออกจากนั้นประกบแผลแล้วทาด้วยปูนขาวพันด้วยเศษผ้า ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนแผลจะติดกันเป็นเนื้อเดียวกันเหมือนเดิม

12.หมั่นดูแลเถา ถ้าใบเสาวรสแน่นเกินไปให้ตัดออกทิ้ง เพื่อป้องกันหนูและสัตว์อื่นๆ มาทำรังอาจทำให้เถาเสาวรสเสียหายได้ 13.ดูแลจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม สามารถเก็บผลผลิตได้ การเก็บผลผลิตในชุดแรกจะให้ผลผลิตน้อย หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นแรกหมดไปแล้ว บำรุงต้นต่อด้วยปุ๋ยคอก จากนั้นผลผลิตรุ่นสองจะออกตามมาซึ่งผลผลิตรุ่นสองนี่เอง จะให้ผลิตมากที่สุด 14.หลังจากเก็บผลผลิตจนหมดรุ่นที่สองแล้วให้ตัดกิ่งออกให้หมดจากนั้นดูแลโดยการให้ปุ๋ยให้น้ำใส่ปุ๋ยชีวภาพผสมเคมีสูตร 15-15-15 ผสมสูตร 46-0-0 อย่างละเท่าๆกัน จำนวน 1 กำมือต่อ 1 ต้นจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ตามปกติ จะได้ผลผลิตอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม

Facebook Comments

Check Also

วิธีการปลูก และการให้น้ำ ข้าวโพดหวาน

ในขณะที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยแห้งแล้งอย่างหนัก ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนเกษตรกรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าแม้ว่าทางรัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแจกเงิน บรรเทาความเดือดร้อนแต่ในระยะยาวนั้นก็ยังคงทุกข์ร้อนอยู่ดีหากเราไม่หาวิธีที่จะหารายได้เพิ่มพืชล้มลุกทางเลือกดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับใครหลายคนที่มีพื้นที่ว่างๆแต่ไม่รู้จะปลูกอะไรวันนี้สยามนิวส์ก็มีทางเลือกดีๆมานำเสนอ นั่นก็คือการปลูก ข้าวโพดหวาน แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพออย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาลนอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่นๆเนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโ ร คราน้ำค้างร ะบ าดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุกอาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย …